แมงมุมพิษที่สำคัญในประเทศไทย

แมงมุมพิษที่สำคัญในประเทศไทย

นิรมิต พลเรือง1/   นรินทร์ ชมภูพวง1/ และ ชวลิต ส่งแสงโชติ2/

 


 

บทคัดย่อ

แมงมุม (Spider) เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายทางชนิดสูง ปัจจุบันมีแมงมุมจำนวนมากถึง 48,422 ชนิด 120 วงศ์ (World Spider Catagog, 2020)  นอกจากนี้ยังสามารถพบแมงมุมทุกทวีปทั่วโลกยกเว้นทวีปแอนตาร์กติกา เนื่องจากแมงมุมมีความโดดเด่นในด้านการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมหลายรูปแบบและยังสามารถล่าเหยื่อได้หลายชนิด โดยเหยื่อส่วนใหญ่คือแมลง รวมทั้งแมลงศัตรูพืชอีกด้วย จึงทำให้แมงมุมมีบทบาทที่สำคัญในระบบนิเวศ แมงมุมส่วนใหญ่มีพฤติกรรมล่าเหยื่อโดยการชักใย โดยแมลงจะบินมาติดที่ใยแล้วแมงมุมจะเข้าไปกินเหยื่อ หรือบางชนิดกัดและปล่อยพิษเพื่อทำให้เหยื่อตายก่อนแล้วจึงเข้าไปกินเหยื่อ ซึ่งพิษในแมงมุมแต่ละชนิดมีความรุนแรงที่แตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่แมงมุมแทบทุกชนิดจะมีพิษไว้ใช้ในการล่าเหยื่อ หรือป้องกันอันตรายจากสิ่งรบกวนรวมทั้งมนุษย์ด้วย ซึ่งแมงมุมที่มีพิษร้ายแรงต่อมนุษย์นั้นพิษของแมงมุมจะเข้าไปทำลายระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ส่วนใหญ่จะส่งผลต่อระบบประสาทหรือระบบเลือด ในรายที่แพ้พิษรุนแรงอาจทำให้ถึงตายได้ โดยในประเทศไทยได้มีการรายงานการค้นพบแมงมุมพิษที่สำคัญ 3 ชนิด ประกอบด้วย แมงมุมแม่หม้ายสีน้ำตาล (Latrodectus geometricus) แมงมุมแม่หม้ายหลังเพลิง (Latrodectus elegans)  แมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน (Loxosceles rufescens)

คำสำคัญ : แมงมุมแม่หม้ายสีน้ำตาล (Latrodectus geometricus) แมงมุมแม่หม้ายหลังเพลิง (Latrodectus elegans)  แมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน (Loxosceles rufescens)

บทนำ

แมงมุม (spider) เป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง มีขาต่อเป็นข้อๆ มีเปลือกแข็งหุ้มลำตัว ถูกจัดจำแนกอยู่ในชั้น Arachnida อันดับ Araneae ร่างกายแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกประกอบด้วยส่วนหัวและส่วนอกรวมเป็นส่วนเดียวกันเรียกว่า cephalothorax หรือ prosoma ส่วนที่สองคือส่วนท้อง เรียกว่า abdomen (Planas et al, 2014) แมงมุมได้ถูกจัดจำแนกทั้งหมด 120 วงศ์ 48,422 ชนิด (World Spider Catagog, 2020) แมงมุมเป็นสัตว์กินเนื้อและมีการล่าเหยื่อ โดยเกือบทุกชนิดมีพิษใช้ในการป้องกันตัวและกัดเหยื่อเพื่อทำให้เหยื่อเป็นอัมพาต หรือในแมงมุมบางชนิดมีพิษรุนแรงมากสามารถส่งผลให้ผู้ที่ถูกกัดเสียชีวิตได้ (WSC, 2017) แมงมุมแต่ละชนิดมีการดำรงชีวิตในชีพพิสัยในระบบนิเวศที่ต่างกันออกไป ทำให้สามารถใช้แมงมุมเป็นดัชนีบ่งชี้สภาพนิเวศของสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี (ตะลันต์, 2556) โดยทั่วไปอาหารของแมงมุมคือแมลงและสัตว์ขนาดเล็กจึงทำให้แมงมุมมีบทบาทสำคัญในการควบคุมประชากรของแมลง (Platnick, 2011) แมงมุมบางชนิดเมื่อเจอแมลงจะพ่นสารเหนี่ยวใส่แมลงก่อน เพื่อทำให้แมลงเคลื่อนไหวไม่ได้ จากนั้นก็จะใช้เขี้ยวจู่โจมเหยื่อเพื่อทำให้เหยื่อเป็นอัมพาต เช่น แมงมุมพ่นพิษ (Scytodidae) (Nentwig, 2017) แมงมุมที่มีพิษจำนวน 4 สกุล ที่ทางการแพทย์จัดอันดับว่ามีอันตรายที่สุดในโลกได้แก่แมงมุมสกุล Latrodectus (widow spiders), Loxosceles (the brown recluse) Atrax (Australian funnel web mygalomorph), และ Phoneutria (tropical wolf spiders) สำหรับประเทศไทยปัจจุบันได้มีการค้นพบแมงมุมพิษ 3 ชนิด คือ แมงมุมแม่หม้ายสีน้ำตาล ( Latrodectus geometricus) แมงมุมแม้หม้ายหลังเพลิง ( Latrodectus elegans) แมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน (Loxosceles rufescens) (Chomphuphuang, 2016) จึงควรมีการศึกษาแมงมุมพิษที่สำคัญในประเทศไทย เพื่อสามารถจำแนกลักษณะเด่นทางสัณฐานวิทยา ชีววิทยาของแมงมุม ซึ่งนำไปสู่การป้องกันกำจัดถูกวิธี

1.ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับแมงมุม

1.1 สัณฐานวิทยาของแมงมุม

แมงมุมจัดอยู่ในไฟลัม Arthropoda ชั้น Arachnida อันดับ Araneae คือกลุ่มสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง มีขาต่อเป็นข้อปล้องจำนวน 4 คู่ ไม่มีหนวด ร่างกายแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกประกอบด้วยส่วนหัวและส่วนอกรวมเป็นส่วนเดียวกันเรียกว่า cephalothorax ส่วนที่สองคือส่วนท้อง เรียกว่า abdomen และมีอวัยวะสำหรับสร้างใยที่ปลายท้องเรียกว่า spinneret แมงมุมเป็นสิ่งมีชีวิตทีมีความหลากหลายทางชีวภาพ แมงมุมมีความสามารถในการอดอาหารในสภาพที่ขาดแคลนอาหารได้ดี มีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี มีการเพิ่มปริมาณประชากรได้รวดเร็ว และสามารถพบได้ในพื้นที่ต่างๆหลากหลาย

1.2 ชีววิทยาของแมงมุม

แมงมุมสามารถดำรงชีวิตได้หลากหลายสภาพแวดล้อม เนื่องจากแมงมุมมีความสามารถในการอดอาหาร และมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมแก่การดำรงชีวิต (Martin, 2017) แมงมุมมีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยแมงมุมตัวผู้หลังบางชนิดหลังจากผสมพันธุ์จะยอมให้แมงมุมตัวเมียกินตัวเองเป็นอาหารเพื่อให้ลูกที่ออกมามีความแข็งแรง (MGR, 2551)

1.3 หน้าที่ของแมงมุมในระบบนิเวศ

ในระบบนิเวศทางเกษตรแมงมุมเป็นตัวห้ำกลุ่มหนึ่งที่มีประชากรมาก มีบทบาทสำคัญในการทำลายศัตรูพืชให้อยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ (วรางรัตน์ เสนาสิงห์, 2561) แมงมุมมักพบตัวในพื้นที่เพาะปลูกก่อนแมลงตัวห้ำชนิดอื่น ไม่เจาะจงเหยื่อสามารถกินได้ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของแมลงศัตรูพืช  ประสิทธิภาพการเป็นตัวห้ำของแมงมุมสามารถลดปริมาณประชากรของแมลงศัตรูพืช ซึ่งนำไปสู่การลดใช้สารฆ่าแมลง ลดต้นทุนการผลิต และลดการปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อม (สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช, 2558)

2. แมงมุมพิษที่สำคัญในประเทศไทย

2.1แมงมุมแม่หม้ายสีน้ำตาล (brown widow spider)

วงศ์ : Theridiidae 

สกุล : : Latrodectus

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Latrodectus geometricus   

ลักษณะเด่น : เพศเมียมีขนาด 8-9 มิลลิเมตร ส่วนหัวและอกมีสีน้ำตาลเข้มถึงดำ สีพื้นของส่วนท้องมีความหลากหลายสูงมีตั้งแต่สีขาวสว่าง สีเทา สีน้ำตาลอ่อน สีน้ำตาลเข้ม ไปจนถึงสีดำ กึ่งกลางด้านบนของส่วนท้องมีจุดรูปวงกลมหรือสามเหลี่ยมสีส้ม แดง หรือสีน้ำตาลเข้ม ล้อมรอบด้วยขอบสีขาว เรียงต่อกันเป็นแถว 3 จุด เชื่อมต่อดวยแถบสีเดียวกันพาดปางด้านท้ายของลำตัว สองข้างของแนวกลางลำตัวด้านบนส่วนท้องมีจุดสีดำ เรียงต่อกันข้างละ 4 จุด ส่วนแมงมุมที่มีอายุมากขึ้นจะเห็นชัดเพียงข้างละ 3 จุด ด้านล่างมีแถบสีรูปนาฬิกาทรายสีส้มหรือสีแดงอย่างเด่นชัด ขามีสีน้ำตาลอ่อนบริเวณข้อต่อระหว่างปล้องตัดกับส่วนอื่นที่มีสีเข้ม  เพศผู้มีขนาด 2-2.6 มิลลิเมตร ส่วนหัวและอกมีสีน้ำตาลเข้มถึงดำ ลักษณะส่วนอื่นคล้ายเพศเมีย เพศเมียจะสร้างถุงไข่หลังจากได้รับการผสมพันธุ์ไปแล้ว 7-10 วัน โดยจะสร้างถุงไข่ขนาด 0.5-1.2 เซนติเมตร สีครีม ที่ผิวของถุงไข่มีลักษณะเป็นหนามแหลมคล้ายทุ่นระเบิด เพศเมียสามารถสร้างถุงไข่ได้จำนวน 20-22 ถุง จากการผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียว (คมสัน และคณะ, 2557) มีพิษทำลายระบบประสาททำให้กล้ามเนื้อเกร็งจนเป็นอัมพาต (Ono, 1995) เมื่อถูกกัด พิษจะส่งผลหลักต่อระบบประสาท ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกร็งจนเป็นอัมพาต กล้ามเนื้อกระบังลมและกล้ามเนื้อหัวใจหยุดทำงาน เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิต (Natdanai Pongnopparat, 2560)

ที่อยู่อาศัย :  แมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาลชอบมักพบในบริเวณพื้นที่มืดซอกหลืบ ใต้โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ หรือเตียง(กลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม, 2553) จะทำรังอยู่ที่ต่ำ สูงไม่เกิน 1 เมตร ลักษณะรังหรือใยจะยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ (Ono, 1995)

การแพร่กระจาย : แมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาลมีต้นกำเนิดมาจากสหรัฐอเมริกา แมงมุมสกุล Latrodectus มีมากกว่า 100 ชนิด แต่ชนิดที่เป็นที่รู้จักดีมี 5 ชนิด คือ Latrodectus mactans, Latrodectus hesperus, Latrodectus various walckenaer, Latrodectus bishopi และ Latrodectus geometricus (Platnick, 2007)  ในประเทศไทยจากการออกเก็บตัวอย่าง รวมถึงการแจ้งข่าวและการส่งตัวอย่างมาเพื่อยืนยันตรวจสอบ พบว่าแมงมุมแม่หม้ายสีน้ำตาลมีรายงานการพบในหลายจังหวัดของประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี  สมุทรสงคราม ราชบุรี เชียงใหม่ พะเยา แพร่ ลำพูน ลำปาง พิจิตร ชัยนาท ระยอง จันทบุรี นครราชสีมา และหนองบัวลำภู (กลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม, 2553)

2.2 แมงมุมแม่หม้ายหลังเพลิง (South Easten Asia Widow)

วงศ์ : Theridiidae 

สกุล : Latrodectus

 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Latrodectus elegans

ลักษณะเด่น : เพศเมียมีขนาด 9-9.7 มิลลิเมตร ส่วนขา หัวและอกมีสีดำเข้ม สีพื้นของส่วนท้องมีสีดำสนิท ด้านบนของลำตัวมีแถบสีแดงหรือสีส้มพาดขวางจากข้างลำตัวจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งจำนวน 4 แถบ โดยแถบที่ 2 ถึง 4 ด้านท้ายตัวเชื่อมต่อกัน ด้านล่างไม่มีแถบสีรูปนาฬิกาทราย  เพศผู้มีขนาดเล็กกว่าเพศเมียมาก โดยมีขนาดเพียง 3.27-3.6 มิลลิเมตร ส่วนหัวและอกมีสีน้ำตาลเข้ม ส่วนกลางและขอบมีสีดำ ส่วนท้องมีสีขาวสลับดำ ตอนท้ายด้านบนส่วนหลังมีแถบสีแดง ส่วนขาบริเวณข้อต่อมีสีเข้มตัดกับสีพื้นของขาส่วนอื่น  เพศเมียจะวางถุงไข่หลังจากได้รับการผสมพันธุ์ 7-12 วัน โดยจะสร้างถุงไข่ขนาด 0.8-1.3 เซนติเมตร มีตุ่มขนาดเล็กกระจายโดยรอบผิวถุงไข่ แมงมุมเพศเมียสามารถสร้างถุงไข่ได้จำนวน 4-10 ถุง จากการผสมพันธุ์เพียวครั้งเดียว (คมสัน และคณะ, 2557)

ที่อยู่อาศัย :   แหล่งที่พบตามพุ่มไม้ (Javed, 2010) นรินทร์ (2019) จากการสัมภาษณ์พบว่ามี   การรายงานการค้นพบที่แปลงมันสำปะหลัง

การแพร่กระจาย : มีต้นกำเนิดมาจากรัฐมณีปุระ และอินเดีย ทำให้ส่วนใหญ่พบในแถบเอเชีย เช่น จีน เมียนม่า ญีปุ่น (Platnick, 2012) ในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วไปตามพื้นที่ป่า (Chomphuphuang, 2016)

พิษของแมงมุมแม่หม้าย หรือ Latrotoxin ส่วนใหญ่พิษจะทำลายระบบประสาท ซึ่งพิษสามารถในพิษของแมงมุมแม่หม้ายประกอบด้วยสารที่สามารถฆ่าแมลงได้ เช่น  α, β, γ, δ and ε-latroinsectotoxins (Grishin EV,1998) ค่าเฉลี่ยของพิษแมงมุมแม่หม้ายแต่ละชนิดได้รับการนำมาทดสอบกับหนูเพื่อหาค่า LD50 ซึ่งคือระดับความเป็นพิษต่อร่างกายของมนุษย์ โดยคำนวณบนฐานของการทดลองกับหนู ซึ่งจะคิดจากปริมาณของสารเคมีเป็นมิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนูเป็นกิโลกรัม ที่สามารถมีผลต่อการฆ่าหนูจำนวน 50% ของหนูทดลองทั้งหมดโดยการทดลองพบว่าแมงมุมแม่หม้ายสีน้ำตาล (L. grometricus) มีค่า LD50 ต่ำที่สุดกว่าแมงมุมแม่หม้ายชนิดอื่นๆ ที่ทำการทดลองคือ 0.43 (0.31-0.59) มิลิกรัม/กิโลกรัม (Mccrone, 1964) โดยองค์การอนามัยโลกได้จัดลำดับความรุนแรงของสารเคมีใดใดที่มีค่า LD50 น้อยกว่า 20 มิลลิกรัม อยู่ในระดับ อันตรายร้ายแรงยิ่ง” (WHO, 1981)

 

ตารางที่ 1 จำนวนเฉลี่ยของพิษที่ได้รับและข้อมูลการตายของสปีชีส์ Latrodectus หลายชนิด

Speicies

จำนวนแมงมุมที่ใช้

ค่าเฉลี่ยของแมงมุมที่ใช้ (มิลลิกรัม/แมงมุม 1 ตัว)

ค่า LD50  ของหนูmg/kg (ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอเซนต์)

ค่า Lethality factor (LD50 ค่าเฉลี่ยของพิษทั้งหมดที่ใช้)

L.mactans tredectmguttatus

30

0.238

0.59 (0.33-1.06)

0.404

L.geometricus

255

0.0947

0.43 (0.31-0.59)

0.226

L. varlolus

74

0.254

1.80 (1.20-2.70)

0.141

L. mactans mactans

49

0.190

1.30 (1.20-2.70)

0.106

L. bishop

70

0.157

2.20 (1.29-3.74)

0.071

ที่มา : Mccrone (1964)

 

2.3 แมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน (Brown recluse)

วงศ์ : Sicariidae

สกุล : Loxosceles

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Loxosceles rufescens

ลักษณะเด่น : มีลำตัวสีเหลืองน้ำตาล ด้านบนของลำตัวสามารถมองเห็นคล้ายกับรูปไวโอลิน จึงทำให้มีการเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า " แมงมุมไวโอลิน " มีตา 3 คู่ ซึ่งแต่ละคู่จะอยู่ติดกัน ตาคู่แรกอยู่บริเวณตรงกลางของส่วนหัวอีกสองคู่จะอยู่ข้างๆกัน ลำตัวแบนเรียว มีขา 4 คู่ เรียวยาวยื่นไปทางด้านข้าง หนามบริเวณขาคล้ายขน ท้องเป็นรูปทรงรีมีขนกระจายอยู่ทั่วท้อง ขากางไปด้านข้างของลำตัวมีขนาด 3-5 เซนติเมตร มีวงจรชีวิตได้มากที่สุดประมาณ 3 ปี (Chomphuphuang, 2016)

ที่อยู่อาศัย :  แมงมุมชนิดนี้ชอบทำรังตามพื้น หรือใต้โต้ะ หรือซอกมุมตามผนัง แต่ในประเทศไทยมีรายงานการค้นพบแมงมุมชนิดนี้ภายพื้นถ้ำ และผนังถ้ำ จังหวัดกาญจนบุรี (Chomphuphuang, 2016)

การแพร่กระจาย : แมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียนมีถิ่นกำเนิดในบริเวณแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมีรายงานการพบในหลายพื้นที่ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย (ภาพที่ 5) สำหรับประเทศไทยในปัจจุบันมีการค้นพบครั้งแรกที่ถ้ำ ภายในเขตพื้นที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี (Chomphuphuang, 2016)

3.การป้องกันและกำจัด

3.1 วิธีจับของแมงมุม

แมงมุมเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ได้หลายสถานที่ ผู้จับต้องศึกษาอุปนิสัยของแมงมุม เช่น สถานที่อาศัย เวลา วิธีการจับเหยื่อ อุปนิสัยเฉพาะตัว เพื่อเป็นการจำแนกชนิดของแมงมุมที่เป็นประโยชน์และอันตรายต่อมนุษย์ (Levi, 1959) โดยมีวิธีการจับดังนี้

1.การจับโดยตรง ใช้ภาชนะเช่น แก้วน้ำ ขวดแก้วปากกว้าง ครอบแล้วใช้กระดาษสอดปิดด้านล่าง จากนั้นปิดฝาหรือใช้วัสดุปิดฝาให้แน่น

2. ใช้สวิงจับแมลง เหมาะกับการจับแมงมุมที่อาศัยอยู่ตามพื้นหญ้า หรือ พุ่มไม้ โดยวิธีการโฉบเพื่อให้แมงมุมติดอยู่ข้างในสวิง

3.2 วิธีจำแนกแมงมุมมีพิษกับแมงมุมไม่มีพิษ

แมงมุมส่วนใหญ่มีพิษโดยทั่วไปพิษจะมีกลไกที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ มี 2 แบบ คือ พิษที่ทำลายระบบประสาท และ ทำลายเนื้อเยื่อ ซึ่งมีแมงมุมแม่หม้ายสีน้ำตาล (Latrodectus geometricus) และแมงมุมแม่หม้ายหลังเพลิง (Latrodectus elegans) จะมีพิษที่ทำลายระบบประสาท วิธีการสังเกตุแมงมุมแม่หม้ายสีน้ำตาล (Latrodectus geometricus) คือ ลำตัวมีน้ำตาล ท้องมีลักษณะเด่นเหมือนลูกโลก และด้านใต้ท้องเป็นรูปนาฬิกาทราย (Ono, 1995) ส่วนแมงมุมแม่หม้ายหลังเพลิง (Latrodectus elegans) มีลักษณะ ท้องมีสีดำสลับแดงเป็นลาย ไข่กลมมีลักษณะคล้ายทุ่นระเบิด และด้านใต้ท้องเป็นรูปนาฬิกาทรายเหมือนกับแมงมุมแม่หม้ายสีน้ำตาล (Kananbala, 2012) สำหรับแมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน (Loxosceles rufescens) จะมีพิษส่งผลทำลายเนื้อเยื่อ มีวิธีสังเกตได้จาก ส่วนบนของลำตัวจะมีลักษณะคล้ายไวโอลิน (Chomphuphuang, 2016)

3.3 วิธีปฐมบาลเบื้องต้น

หากถูกแมงมุมกัด บริเวณที่ถูกแมงมุมกัด จะมีอาการบวมขึ้นแดงอักเสบ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้แผลอักเสบ จึงควรล้างแผลด้วยน้ำสะอาด และประคบน้ำแข็ง จากนั้นดูอาการ 1-2 วัน ถ้าหากอาการยังไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์ทันที (Chomphuphuang, 2016)

สรุปและวิจาณ์

ปัจจุบันประเทศไทยมีการค้นพบแมงมุมพิษที่สำคัญ 3 ชนิด โดยทั้ง 3 ชนิด พบจำนวนไม่มาก และมีรายงานการถูกกัดน้อยมาก โดยเฉพาะแมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน ที่แม้จะมีการพบในไทย แต่ยังพบแพร่กระจายเพียงพื้นที่แคบเฉพาะภายในถ้ำจังหวัดกาญจนบุรี ดังนั้นประชาชนทั่วไปไม่ควรตื่นตระหนก แต่หากถูกแมงมุมกัด ให้สังเกตว่าเป็นแมงมุมชนิดใด หากพบว่ามีอาการรุนแรงให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว ถ้าไม่สามารถบอกชนิดแมงมุมที่กัดได้ ให้เก็บตัวอย่างไปด้วย เพื่อตรวจสอบและหาวิธีรักษา


 

1.กีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น 123 หมู่ 16 ถนนมิตรภาพ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000

2.ชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 50 ถนน งามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

 

 

เอกสารอ้างอิง

กลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม 2553 แมงมุมแม่หม้ายสีน้ำตาล (Brown Widow) แหล่งที่มา : http://www.siamensis.org/article/252ค้นหาเมื่อ 3 ตุลาคม 2562

คมสัน หงภัทรคีรี, วิมลวรรณ โชติวงศ์ และ ดาริกา. 2557. แมงมุมแม่ม่ายในประเทศไทย. วารสารกีฏและสัตววิทยา 32 (2) : 3-17.

วรางรัตน์ เสนาสิงห์ 2561 แมลงศัตรูพืช (Insect pest) แหล่งข้อมูล : https://www.scimath.org/article-biology/item/8666-2018-09-11-08-04-46 ค้นหาเมื่อ 1 ตุลาคม 2562

Chomphuphuang. N., Deowanish, S., Songsangchote, C., Sivayyapram, V., Thongprem, P., 2016. The Mediterranean recluse spider Loxosceles rufescens (Dufour, 1820) (Araneae : sicariidae) established in a natural cave in Thailand. J.Arachnol. 44, 142-147

Grishin EV (November 1998). "Black widow spider toxins: the present and the future".Toxicon. 36 (11): 1693–701.

Kananbala, A., Manoj, K., Bhubaneshwari, M., Binarani, A. & Siliwal, M. (2012). The first report  of the widow spider Latrodectus elegans (Araneae: Theridiidae) from India. Journal of Threatened Taxa 4: 2718-2722. 

K. S. BROWN et al. 2008. Additions to the Known U.S. Distribution of Latrodectus geometricus (Araneae: Theridiidae). Entomological society of America. 

Levi, H. W. (1959c). The spider genus Latrodectus (Araneae, Theridiidae). Transactions of the American Microscopical Society 78: 7-43. World Health Organization. (1981). Progress in the characterization of venoms and standardization of antivenoms.

Mccrone, J. D. 1964. Comparative lethality of several Latrodectus venom. Florida Presbyterian College, ST. Petersburg, Florida, U.S.A. https://doi.org/10.1016/0041- 0101(64)90023-6

Nentwig, W., Pantini, P., Vetter, R. S. 2017. Distribution and medical aspects of Loxosceles rufescens, one of the most invasive aspiders of the world (Araneae: Sicariidae). Institute of ocology and Evolution. University of bern . CH 3012. Bern. Switzerland. https://doi.org/10.1016/j.toxicon.2017.04.007.

Nyffeler, Martin; Birkhofer, Klaus (14 March 2017). "An estimated 400–800 million tons of prey are annually killed by the global spider community". The Science of Nature. 104 (30): 30. Bibcode:2017SciNa.104...30N. doi:10.1007/s00114-017-1440-1. PMC 5348567. PMID 28289774.

Ono, H. (2002d). Notes on the Japanese red back spider and American black widows. Orthobula's Box 11: 3-6 

Planas, E., Saupe, E., Lima-Ribeiro, M.S., Townsend Peterson, A., Ribera, C., 2014. Ecological niche and phylogeography elucidate complex biogeographic patterns in Loxosceles rufescens (Araneae, Sicariidae) in the Mediterranean Basin. BMC Evol.Biol. 14. 195.

Platnick, N. I. 2007. The world spider catalog, version 7.5. (http;//research.amnh.org/entomology/spiders/catalog/INTRO1,html).

WSC, 2017. World spider catalog. Natural History Museum Bern online at. https://wsc.nmbe.ch. Version 17.5 (Accessed 31 january 2017).