Arachnids สัตว์กลุ่มแมง

คำศัพท์เฉพาะและความหมายที่ใช้บ่อยในบทความนี้
book lungs = แผงปอด เป็นอวัยวะสำหรับแลกเปลี่ยนแก๊สในระบบหายใจ
cephalotholax = หัวและอกรวมกัน
chelicerae = รยางค์คู่ที่ 2 ของ cephalotholax อวัยวะส่วนหนึ่งของปาก และในแมงมุมจะเป็นฐานของเขี้ยวภายในมีต่อมพิษ
opisthosoma = ท้อง
palps , pedipalp = รยางค์คู่ที่ 2 ของ cephalotholax อยู่ก่อนขาคู่แรกแต่มีลักษณะคล้ายขา ในแมงมุมตัวผู้เต็มวัยรยางค์นี้จะปรับเปลี่ยนไปเป็นอวัยวะที่ใช้สำหรับสืบพันธุ์
pedicel = แกนแคบๆ เชื่อมต่อระหว่าง cephalotholax และ opisthosoma
prosoma = หัวและอกรวมกัน
spinneret = อวัยวะสำหรับผลิตใยสำหรับแมงมุม


          Arachnids คือสัตว์ขาข้ออาศัยอยู่บนบก ร่างกายประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนหัว (Head) รวมกันกับอก(Thorax) เรียกว่า cephalotholax หรือ prosoma และ ส่วนท้อง เรียกว่า opisthosoma หรือ abdomen  มี 8 ขา  ไม่มีหนวด  มีโครงร่างแข็งห่อหุ้มร่างกายภายนอกเพื่อ ห่อหุ้มป้องกันตัว และแข็งแรงพอที่จะเป็นส่วนหนึ่งของปาก ขากรรไกรในการบดเคี้ยว ขา และรยางค์อื่นๆ มีการลอกคราบเพื่อการเจริญเติบโต ซึ่งสัตว์ในชั้นนี้สามารถแบ่งออกเป็น 11 อันดับ ดังนี้

 

Order Araneida (Araneae) หรือ อันดับแมงมุม

 

          แมงมุมเป็นสัตว์อันดับที่ใหญ่ที่สุดในสัตว์จำพวก Arachnids ในปัจจุบันมีแมงมุมที่รู้จักถึง 48,422 ชนิด จัดอยู่ใน 2 อันดับย่อยคือ Suborder Mesothelae เป็นแมงมุมโบราณที่มีลักษณะของท้องเป็นปล้องซึ่งจัดอยู่ในวงศ์เดียวคือ Liphistiidae ส่วนใหญ่ขุดรูและทำฝาปิดปากรู  และ Suborder Opisthothelae แมงมุมในอันดับย่อยนี้ส่วนท้องไม่แบ่งเป็นปล้อง และยังแบ่งออกเป็น 2 Infraorder คือ Mygalomorphea  เขี้ยวขยับขึ้นลงในแนวดิ่ง (Paraxial) มีอวัยวะหายใจ (book lungs) มี 2 คู่ และ Araneomorphae เขี้ยวขยับเข้าหากันในแนวระนาบ (diaxial) อวัยวะหายใจ (book lungs)  มี 1 คู่

          Mesothelae เป็นแมงมุมที่โบราณที่สุดในสายวิวัฒนาการ และมีการแยกสายวิวัฒนาการออกมาเป็น Opisthothelae โดยเป็นบรรพบุรุษร่วมของ Mygalomorphea และ Araneomorphae  ด้วยลักษะของอวัยวะสร้างใย (spinnerets) โดยที่ Araneomorphae มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงรยางค์ปาก (chelicerae) รวมถึงพัฒนาลักษณะรูปแบบเส้นใย อวัยวะหายใจ และอื่นๆ ให้มีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปในขณะที่ Mygalomorphea ยังคงรักษารูปลักษณะเดิมเช่นเดียวกับ Mesothelae

          แมงมุมมีลำตัวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วน cephalotholax หรือ prosoma และ opisthosoma เชื่อมต่อเข้าด้วยก้านเล็กๆ เรียกว่า pedicel แมงมุมส่วนใหญ่จะมีตาเดี่ยว 8 ตา ซึ่งบางชนิดมี 6 ตา 4 ตา 2 ตา และบางชนิดไม่มีตา ซี่งโดยมากจะเป็นแมงมุมที่อาศัยในที่มืดสนิทเช่นถ้ำ แมงมุมส่วนใหญ่มีพิษไว้สำหรับล่าเหยื่อโดยทำให้เหยื่อเป็นอัมพาต  แมงมุมมีระบบการย่อยภายนอกร่างกายโดยใช้ chelicerae และเขี้ยวฉีกเหยื่อให้แหลกเป็นชิ้นๆ แล้วส่งน้ำย่อยจากท่อทางเดินอาหารตอนกลางออกมาเพื่อย่อย ก่อนที่จะสูบอาหารเหลวข้นจากการย่อยเข้าสู่ท่อทางเดินอาหาร

          ลักษณะเด่นของแมงมุมคือการสร้างเส้นใย แมงมุมสร้างใยจาก Spinneret (อยู่ส่วนท้ายของปลายท้อง) ซึ่งมีส่วนประกอบของโปรตีนหลายชนิด แมงมุมสามารถปล่อยเส้นใยออกมาได้หลายชนิด เส้นใยมีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตของแมงมุม  ในการสืบพันธุ์ตัวเมียใช้ใยสำหรับห่อหุ้มไข่ ตัวผู้ใช้เส้นใยสำหรับการถ่ายน้ำเชื้อไปเก็บไว้ที่ palps แมงมุมใช้ใยสำหรับการสร้างรังและข่ายใยสำหรับดักแมลง  การสร้างข่ายของแมงมุมเป็นไปตามสัญชาตญาณ  แมงมุมที่สร้างข่ายใยสำหรับดักแมลงมักจะมีตาที่ไม่พัฒนาและมีขาที่ยาว  แมงมุมที่ออกล่าเหยื่อจะมีตาเห็นภาพที่เจริญดีและมีขาที่ค่อนข้างสั้น  ตัวอ่อนแมงมุมบางชนิดใช้ใยในการช่วยให้ลมพัดพาล่องลอยไปไกลได้หลายกิโลเมตร

 

Order Phalangiida (Opiliones) หรือ อันดับแมงโหย่ง

          แมงโหย่งมีลักษณะคล้ายแมงมุมมาก บ้างถูกเรียกว่า “แมงมุมขายาว (daddy longleg)” หรือ “ฮาเวสแมน (harvestman)” มีประมาณ 6,000 ชนิด พบมากตามพื้นดินในป่าที่มีซากอินทรีย์สูง มักเกาะตามใบของพืช ลำต้นของต้นไม้ ซอกขอนไม้ และตามถ้ำ ส่วนใหญ่กินสัตว์ขนาดเล็กเป็นอาหารและกินซากสิ่งมีชีวิต บางชนิดกินผลไม้

          แมงโหย่งมีส่วนของ prosoma และ opisthosoma เชื่อมติดกัน กลางกระดองมีท่อยกสูงขึ้น 1 คู่ เป็นที่อยู่ของตา ด้านหน้ามีต่อมสร้างสารที่มีกลิ่นฉุน มี chelicerae ขนาดเล็กปลายเป็นก้ามหนีบ pedipalps สั้นบางชนิด pedipalps ขยายใหญ่ขึ้นและมีหนามสำหรับจับเหยื่อ ปลายขาจะเป็นมันข้อย่อยๆ ทำให้ขายืดหยุ่นได้ดี และขาคู่ที่ 2 ยาวที่สุดเป็นขานำทางยื่นไปข้างหน้า  มีท่อลมสำหรับหายใจ ระบบขับถ่ายอยู่ที่ coxa คู่ที่ 3 การผสมพันธุ์ไม่มีการเกี้ยวพาราสี ตัวผู้สอดท่อสืบพันธุ์ผ่านเข้าไประหว่าง chelicerae ของตัวเมียก่อนที่จะสอดเข้าไปในรูสืบพันธุ์ของตัวเมีย  การวางไข่ตัวเมียวางไข่ในดินโดยใช้ท่อสืบพันธุ์ หรือไข่ติดไว้ตามหิน

 

Order Phrynichida (Amblypygi)  หรือ อันดับแมงมุมแส้

          มีลักษณะคล้ายแมงมุมและแมงป่อง มีประมาณ 130 ชนิด และพวกมันไม่มีพิษ ขาคู่แรกเรียวยาวกว่าขาคู่อื่นใช้สำหรับรับความรู้สึก มีความว่องไว้มาก อาศัยในที่มืด หรือตามซอกต่างๆ เช่น ซอกหิน ใต้ขอนไม้ และถ้ำ ลำตัวค่อนข้างแบน ขนกลางกระดองมีตา 1 คู่ และตาข้างอีก 3 คู่ chelicerae คล้ายแมงมุม pedipalps ใหญ่และมีหนามสำหรับจับเหยื่อ prosoma และ opisthosoma เชื่อมต่อกันด้วย pedicel เหมือนของแมงมุม  มี book lung 2 คู่ อยู่ด้านใต้ท้องปล้องที่ 2 และ 3

          แมงป่องแส้มีการเกี้ยงพาราสีกันเมื่อจะผสมพันธุ์ ตัวผู้จะปล่อยหลอดน้ำเชื้อไว้ที่พื้นก่อนที่จะใช้ pedipalps นำตัวเมียมาอยู่เหนือหลอดน้ำเชื้อเพื่อให้ตัวเมียเก็บไปผสมกับไข่  ตัวเมียจะสร้างเยื่อคล้ายกระดาษด้วยต่อมสืบพันธุ์ไว้ห่อหุ้มไข่ไว้ใต้ท้องแล้วนำติดตัวไปด้วย ในระยะแรกตัวอ่อนจะเกาะหลังปีนป่ายอยู่บนส่วนท้องของแม่จนกระทั่งมีการลอกคราบครั้งต่อไป

 

Order Solpugida (Solifugea)  หรือ อันดับแมงป่องลม , แมงมุมดวงอาทิตย์

          แมงป่องลมเป็นสัตว์หากินในช่วงเวลาก่อนดวงอาทิตย์ตกดินกระทั่งเวลากลางคืน เป็นสัตว์ที่ไม่มีพิษ ป้องกันตัวด้วยการกัด และสามารถวิ่งได้เร็วมาก แมงป่องลมกินสัตว์ขนาดเล็กเป็นอาหาร บางชนิดสามารถกินได้ทั้งพืชและสัตว์ ขุดรูเพื่ออาศัย มีประมาณ 1,100 ชนิด ส่วนใหญ่พบในแถบแห้งแล้งและร้อน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบเพียงสกุลเดียวคือ Dinorhax

          แมงป่องลมมีส่วนหัวที่ใหญ่ บนกระดองตอนหน้ามีตา 1 คู่ opisthosoma ปล้องๆ เชื่อมต่อกับส่วน prosoma โดยตรงตลอดความกว้างของ opisthosoma แมงป่องลมมีลักษณะเด่นคือมี chelicerae ขนาดใหญ่ยื่นออกไปข้างหน้าตรงปลายแยกเป็นก้ามหนีบที่แข็งแรง มีระบบท่อลมที่เจริญดี ในการผสมพันธุ์ตัวผู้ใช้ pedipalps หยิบน้ำเชื้อส่งเข้ารูสืบพันธุ์ของตัวเมีย  ตัวเมียจะวางไข่ไว้ตามพื้น

Order Acari (Acarina)  หรือ อันดับเห็บไร

          อันดับนี้ประกอบด้วย เห็บ และ ไร  เป็น arachnid ที่ส่งผลมากที่สุดต่อมนุษย์ สัตว์เลี้ยงและระบบเศษรฐกิจ ก่อปัญหาแก่ฟาร์มสัตว์เลี้ยงและทำลายพืชผลต่างๆ  พบได้ทั่วทุกหนแห่ง ที่อาศัยอยู่บนบกพบตามพื้น  กองใบไม้ทับถม ไม้ผุ และซากอินทรีย์

ไร (mite)

          ไรหลายชนิดทำให้เกิดโรคกับมนุษย์ สัตวเลี้ยง และทำลายเนื้อเยื่อพืชผลทางการเกษตร และเป็นพาหะนำโรค และพยาธิอื่นๆ  ไรบกแทบจะอยู่ได้ทุกสภาพแวดล้อมร่างกายของไรจะแตกต่างไปจาก arachnid อื่นที่ไม่ได้แบ่งออกเป็น prosoma และ opisthosoma แต่จะแบ่งด้วยร่องที่เรียกว่า “ร่องซีจูกอล (sejugal furrow)”  ไรบางชนิดร่องซีจูกอลจะหายไป  ร่องนี้อยู่ระหว่างขาคู่ที่ 3 และ 4 ร่องนี้แบ่งลำตัวออกเป็น 2 ส่วน คือ propodosoma เป็น prosoma ส่วนหน้า และ hysterosoma เป็น prosoma ส่วนท้าย ไรมีขาเดิน 4 คู่ บางชนิดมี 1-2 คู่ ไรบกที่เต็มวัยแล้วจะมีท่อลมหลายแห่งตามร่างกาย ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของไรขนาดเล็กบางชนิดหายใจผ่านผิวหนังได้

เห็บ (tick)

          อาหารของเห็บคือเลือดจากสัตว์มีกระดูกสันหลัง เช่น สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ปีก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เห็บบางชนิดเป็นพาหะนำโรคมาสู่คนและสัตว์เลี้ยง เห็บเป็น arachnid ที่อดอาหารได้นานร่างกายสามารถพองออกได้ 2-3 เท่าหลังจากได้กินอาหาร  หลังกินอาหารจะลอกคราบ

          เห็บมี chelicerae ที่มีเขี้ยวคมใช้สำหรับตัดเจาะผิวหนังของโฮสทันทีที่ผิวหนังถูกกัดเจาะเป็นแผล เห็บจะใช้หนามที่เป็นโครงสร้างของปากยึดเกาะแผลไว้เพื่อให้ง่ายในการดูดเลือด เห็บจะหลั่งสารป้องกันการแข็งตัวของเลือดออกมาจากต่อมน้ำลาย

 

Order Ricinuleida (Ricinulei) อันดับ ริซินูลิด

          เป็น arachnid ที่พบได้ยากมากมีเพียง 50 ชนิด ส่วนใหญ่พบทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา และเขตร้อนของอเมริกาเท่านั้น พวกมันอาศัยอยู่ใต้ซากใบไม้ ใต้ขอนไม้ หรือแม้กระทั่งในถ้ำ

          ริซินูลิดมีลักษณะคล้ายเห็บ แต่ที่เด่นชัดคือมีแผ่นห้อยลงมาจากขอบด้านหน้าของกระดองเรียกว่า คูคูคูลลัส (cucullus) บัง chelicerae กับปากไว้ ปลายของ pedipalps มีลักษณะคล้ายคีม ลำตัวแข็งหนา ระบบท่อลมพัฒนามาจาก look lung ขาคู่ที่ 3 ของตัวผู้พัฒนามาเป็นอวัยวะสำหรับสืบพันธุ์

 

Order Scorpionida (Scorpiones)  หรือ อันดับแมงป่อง

          บรรพบุรุษของแมงป่องเป็นเป็นสัตว์น้ำในยุคไซลูเรียน (Silurian) 444-419 ล้านปีก่อน และยุคดีโวเนียน (Devonian)  419-259 ล้านปีก่อน มีเหงือกสำหรับหายใจ ก่อนจะวิวัฒนาการทิ้งทะเลแล้วขึ้นมาอาศัยอยู่บนบกในยุคคาร์โบนิเฟอรัส (Carboniferous) 359-299 ล้านปีก่อน รู่ร่างหน้าตาของแมงป่องปรับเปลี่ยนไปน้อยมาก แมงป่องมีอยู่ประมาณ 1,500 ชนิด มีขนาดตั้งแต่ 3 เซนติเมตร ไปจนถึง 15 เซนติเมตร  แมงป่องที่พบมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือแมงป่องสกุล Heterometrus หรือ สกุลแมงป่องช้าง

          ร่างกายของแมงป่องแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ prosoma และ opisthosoma ยังแบ่งออกเป็น Mesosoma และ Metasoma (หาง) แมงป่องมีตาขนาดใหญ่ 1 คู่ที่กึ่งกลางของ carapace (กระดอง) และมีตาด้านข้างซึ่งเป็นตาขนาดเล็กอีก 2-5 คู่เรียงตัวที่ขอบของ carapace มีขา 4 คู่ pedipalp มีขนาดใหญ่ส่วนปลายเป็นก้ามหนีบคล้ายก้ามของปู chelicerae เป็นก้ามหนีบขนาดเล็กสำหรับฉีกอาหารให้เป็นชิ้นๆ opisthosoma ของแมงป่องมี 12 ปล้อง  มีอวัยวะลักษณะคล้ายหวีอยู่ที่ปล้องที่ 2 เป็นอวัยวะรับความรู้สึก มี book lung (อวัยวะหายใจ) 4 คู่ อยู่ด้านข้างของใต้ท้อง ที่ปลายหางมีเข็มพิษ  แมงป่องอาศัยอยู่ในรู ซอกหิน และใต้เปลือกไม้ และรอดักเหยื่อบริเวณปากรูโดยตรวจหาเหยื่อด้วยขนรับรู้ความรู้สึกที่ปลาย pedipalps

 

Order Pseudoscorpionida (Pseudoscorpiones)  หรือ อันดับแมงป่องเทียม

          แมงป่องเทียมมีขนาดเล็กเพียง 0.3 – 0.5 เซ็นติเมตร มีประมาณ 3,000 ชนิด มีลักษณะคล้ายกับแมงป่องแท้ ที่อาศัยอยู่ได้หลายแบบ เช่น ตามพื้นดิน ใต้ซากผุพัง ใต้หิน ใต้เปลือกไม้ เป็นต้น แมงป่องเทียมกินสัตว์เล็กๆ เป็นอาหารเช่น แมลงหางดีด เห็บ ไร

          แมงป่องเทียมมี opisthosoma กว้างและส่วนท้ายกลมมนไม่ได้แคบลงเป็นหางเหมือนแมงป่องแท้ มีตา 1-2 คู่ แต่บางชนิดไม่มีตา ฐานของ chelicerae ขยับไม่ได้ แต่ที่ส่วนปลายขยับได้และมีต่อมเส้นใยที่ส่วนปลายนี้ แมงป่องเทียมจะมีต่อมปล่อยพิษที่ก้ามของ pedipalps  มีขา 4 คู่ ท้องมี 12 ปล้อง แมงป่องเทียมมีระบบการหายใจแบบท่อลมที่แปรสภาพมาจาก book lung อยู่ที่ปล้องที่ 2 และ 3 ของส่วนท้อง อวัยวะขับถ่ายอยู่ที่ขาคู่ที่ 3

          แมงป่องเทียมมีการจับคู่แบบเดียวกันกับแมงป่องแท้ ก่อนตัวเมียจะวางไข่ จะใช้ซากใบไม้ขนาดเล็กสร้างรังซึ่งบุด้วยเส้นใยที่ปล่อยออกมาจากปลายของ chelicerae ไข่จะอยู่ในถุงเยื่อที่ติดอยู่กับรูสืบพันธุ์  แมงป่องเทียมมีการลอกคราบ 5 ครั้ง ตั้งแต่เป็นตัวอ่อนกระทั่งโตเต็มวัย

 

Order Thelyphonida (Uropygi)  หรือ อันดับแมงแส้

          แมงป่องแส้เป็น Arachnid มีจำนวนชนิดประมาณ 100 ชนิดเท่านั้น ส่วนใหญ่พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บางชนิดพบในทะเลทราย ส่วนใหญ่จะหลบอยู่ใต้หิน ใต้ซากใบไม้ทับถม ไม่ชอบแสงและว่องไวในเวลากลางคืน

          บริเวณกลางกระดองมีตา 1 คู่ และมีตาข้าง 4 คู่ chelicerae เล็กที่ปลายเป็นตะของอเข้าหาฐาน pedipalps สั้นป้อมแข็งแรงที่ปลายเป็นปากคีบ ขาคู่แรกยาวมีหน้าที่รับสัมผัสจะยื่นออกไปแต่พื้นข้างหน้าเวลาเดิน ส่วนหางมีลักษณะเป็นเส้นคล้ายแส้มีหลายปล้องที่ไวต่อแสงมาก  แมงป่องแส้ไม่มีพิษแต่เวลาที่ถูกรบกวนจะฉีดพ่นสารออกจากต่อมท้ายลำตัวใส่ สารนี้มีชื่อว่า ไวนีแกรูน (vinegaroon) ซึ่งประกอบด้วยกรดซิทริค 95% และ กรดคาพริลิค 5% สำหรับลดแรงตึงผิวทำให้กรดอาซิทริคแทรกซึมผ่านเนื้อเยื่อเข้าไปในเซลล์ของศัตรูได้  แมงป่องแส้มีลักษณะการผสมพันธุ์แบบเดียวกันกับแมงป่องแท้ ตัวเมียวางไข่ในถุงที่ติดกับใต้ท้องเมื่อไข่ฟักตัวอ่อนจะอยู่บนลำตัวของแม่อีกระยะหนึ่ง

 

Order Schizomida (คิโซมิด) หรือ อันดับแมงแส้หางสั้น

          มีลักษณะคล้ายแมงป่องแส้มาก มีขนาดเพียง 0.5 เซ็นติเมตร มีจำนวนเพียง 180 ชนิด พวกมันไม่มีตาและไม่มีพิษ มี book lung 1 คู่ หางคล้ายกับแมงป่องแส้แต่สั้นกว่ามาก  อาศัยตามซอกหินและใต้ซากใบไม้ทับถม อาหารเป็นแมลงและสัตว์ขนาดเล็ก มีการสืบพันธุ์คล้ายกับแมงป่องแท้

 

Order Palpigradida (Palpigradi) หรือ อันดับแมงป่องแส้จิ๋ว (Microwhipscorpions)

          มีลักษณะคล้ายกับแมงป่องแส้ มีประมาณ 90 ชนิด ขนาดไม่เกิน 2 เซ็นติเมตร pedipalps คล้ายขาเดิน ไม่มี book lungไม่มีระบบหายใจ แต่จะแลกเปลี่ยนแก๊สด้วยถุงบางๆ ในท้อง อาศัยใต้ซอกหิน ใต้ซากใบไม้ทับถม และในถ้ำ


 ชวลิต ส่งแสงโชติ (2 พ.ค. 2563)

 

เอกสารอ้างอิง

บพิธ จารุพันธุ์ และ นันทพร จารุพันธุ์. 2545. สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง II แอนเนลิดา ถึง โพรโทคอร์ดาทา. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

Frances and M.John. 2000. AN INTRODUCTION TO THE SPIDERS OF SOUTH EAST ASIA. Malaysian Nature Society: United Selangor Press Sdn. Bhd.